|
ชื่อเรื่อง : รายงานการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย โดยใช้ชุดฝึกทักษะ
การอ่านและการเขียนคำจากภาพ
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
ผู้วิจัย : นางอารมย์ โพธิสาร
ปีการศึกษา : 2554
สถานที่ : โรงเรียนวัดมหาบุศย์
(พิทักษ์ถาวรคุณ)
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
บทคัดย่อ
การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำจากภาพ
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำจากภาพ
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (E1 / E2 =
80/80) 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านและการเขียนภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
3 ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
ก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำจากภาพ และ 3)
เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่
3 ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
ที่มีต่อชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำจากภาพ
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้
เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน
วัดมหาบุศย์ (พิทักษ์ถาวรคุณ) ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการอ่านและการเขียน
มีระดับสติปัญญาปกติและไม่มีความพิการซ้ำซ้อน โดยใช้ข้อมูลทางการแพทย์ จากกรมสุขภาพจิต
ที่ทำการทดสอบและตรวจความบกพร่องของนักเรียนด้านต่างๆ
และได้ลงความเห็นว่าเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ จำนวน 3
คน ซึ่งกำลังเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2554 ของโรงเรียนวัดมหาบุศย์ (พิทักษ์ถาวรคุณ) ใช้เวลาทดลอง 9 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน
วันละ 1 ชั่วโมง รวม 45 ชั่วโมง
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ชุดการสอนอ่านเป็นคำ แบบทดสอบการอ่านคำ แบบทดสอบวัดความเข้าใจความหมายของคำแบบทดสอบ การเขียนคำ
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เรื่องการอ่านและการเขียนคำ และแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนจากชุดฝึกทักษะ
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย
ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบค่าที กรณีประชากรไม่เป็นอิสระแก่กัน (Dependent Sample)
ผลการศึกษาพบว่า
1.
ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำจากภาพตามเกณฑ์ 80/80
(E1
/ E2 = 80/80) มีประสิทธิภาพ 95.86/91.11
ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
2.นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
3 ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้มีคะแนนผลสัมฤทธิ์
ทางการอ่านและการเขียนภาษาไทย
ระหว่างก่อนและหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3.
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้มีความพึงพอใจต่อชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำจากภาพในระดับมาก
..................................................................................
บทที่ 1
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้หรือแอลดี
(Learning Disabilities) เป็นเด็กกลุ่มที่ถูกจัดไว้ในความพิการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ
พุทธศักราช 2534 และมักพบเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ได้มากในระดับประถมศึกษา
เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่มีปัญหาด้านการอ่าน การเขียน การพูด การฟัง การคิดหรือการคำนวณ ถ้าหากครูผู้สอนไม่มีความเข้าใจลักษณะและธรรมชาติของเด็กเหล่านี้แล้ว
ก็จะส่งผลกระทบต่อการเรียน ทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกันระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับสติปัญญาของเด็กทั้งๆที่เด็กมีสติปัญญาที่ดี
ซึ่งเป็นผลทำให้เด็กขาดความเชื่อมั่นในการนับถือตนเอง มีปัญหาในเรื่องการวางแผนการจัดการศึกษา อาชีพ
การใช้ชีวิตประจำวันตลอดจนความสัมพันธ์กับครอบครัว และความสัมพันธ์ทางสังคมต่างๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูจะต้องเข้าใจและแสวงหาวิธีในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
เพื่อพัฒนาเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ให้สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้อย่างมีความสุข
เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
ส่วนหนึ่งจะมีปัญหาด้านการจำ การจำในสิ่งที่ได้ยินและจำจากสิ่งที่มองเห็น ดังนั้นเด็กจึงมีปัญหาในด้านการเรียน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสะกดคำ วาเลตต์ (Valett, 1977) ได้จัดลำดับพัฒนาการของเด็กเป็นขั้นต่างๆ ที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ในด้านพัฒนาการของภาษาสิ่งที่เด็กควรจะมีคือ
ความสามารถในการจำคำศัพท์ได้ รู้ความหมายของคำ สามารถเปล่งเสียงได้ทั้งพยัญชนะต้น ตัวสะกด และพยัญชนะควบกล้ำ
สามารถจำแนกเสียงพูดได้ อ่านหนังสือได้และเข้าใจสิ่งที่อ่าน ซึ่งการที่เด็กจะอ่านหนังสือได้หรือไม่นั้นต้องอาศัยทักษะเบื้องต้นที่จำเป็น
3 ประการ คือ การจำคำ ความเข้าใจความหมายของคำศัพท์ และความสามารถในการเข้าใจสิ่งที่อ่าน
หน้าตาของเด็กบกพร่องทางการเรียนรู้จะปกติเหมือนเพื่อนในห้องทุกอย่างพูดคุยตอบคำถามทั่วไปได้รู้เรื่องดี
แต่เวลาเรียนหนังสือความสามารถในการเรียนของเด็กจะตํ่ากว่าเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน 2 ระดับชั้นเรียน เช่น เด็กเรียนอยู่ชั้น ป.3 แต่อ่านหนังสือได้เท่ากับเด็ก ป.1 ซึ่งความบกพร่องทางการเรียนดังกล่าว
สถาบันราชานุกูล
(2555) ได้เสนอไว้มีดังนี้
1.
ความบกพร่องด้านการอ่าน
เด็กมีความบกพร่องในการจดจำ พยัญชนะ สระ ขาดทักษะ
ในการสะกดคำและเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ได้อย่างจำกัด จึงอ่านหนังสือไม่ออกหรืออ่านแต่คำศัพท์ง่าย
ๆ อ่านผิด อ่านตะกุกตะกัก
2. ความบกพร่องด้านการเขียนสะกดคำ เด็กมีความบกพร่องในการเขียนพยัญชนะ
สระ ตัวสะกด วรรณยุกต์และการันต์ ไม่ถูกต้องตามหลักภาษาไทย จึงเขียนหนังสือและสะกดคำผิด
มีปัญหาการเลือกใช้คำศัพท์การแต่งประโยคและการสรุปเนื้อหาสำคัญทำให้ไม่สามารถถ่ายทอดความคิด
ผ่านการเขียนได้ตามระดับชั้นเรียนแต่สามารถลอกตัวหนังสือตามแบบได้
3. ความบกพร่องด้านคณิตศาสตร์ เด็กขาดทักษะและความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเลข
การนับจำนวนการจำสูตรคูณ การใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ จึงไม่สามารถคิดหาคำตอบจากการบวก
ลบ คูณ หาร ตามกฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ได้
นอกจากนี้ ความบกพร่องทางการเรียนยังมักพบร่วมกับความบกพร่องในการทำงานของระบบประสาทในด้านอื่นร่วมด้วย
เช่น
1. ปัญหาในการพูดและสื่อสาร พูดช้า
พูดไม่ชัด ฟังแล้วไม่เข้าใจแปลความหมายลำบาก และบกพร่องในการแยกเสียง เสียงที่คล้าย
ๆ กันจะสับสนเช่น แมว-แซว-มันแกว
2. โรคสมาธิสั้น ถือว่าเป็นโรคฝาแฝดกับแอลดี
ซึ่งประกอบด้วยอาการสมาธิสั้น วู่วาม และอยู่ไม่นิ่ง ประมาณว่า หนึ่งในสามของเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะพบโรคแอลดีร่วมด้วย
และสองในสามของเด็กที่เป็นโรคแอลดีจะพบโรคสมาธิสั้นร่วมด้วย
3. ปัญหาสายตาในด้านการกะระยะ (Visual-spatial)
เด็กจะมีปัญหาในการจำรูปทรง การกะระยะทาง เช่น โยนลูกบอลไม่ลงตะกร้า
ตีลูกแบตมินตันไม่ถูก เขียนหนังสือไม่ตรงเส้นวาดรูปสามมิติไม่ได้
แยกรูปที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางรูปอื่นๆได้ลำบาก
4. ปัญหาการประสานการทำงานของตา -
กล้ามเนื้อมือ - ขา ทำให้การใช้นิ้วมือ
ขา สับสน ทำงานไม่ประสานกัน เล่นกีฬาที่ใช้มือ เท้า ได้ลำบากใช้มืองุ่มง่าม ติดกระดุมลำบาก
เขียนหนังสือช้า โย้เย้ ในกรณีที่ความเร็วในการใช้มือตํ่ากว่าอื่นที่เรียนชั้นเดียวกัน
2 ปี จะเรียกว่าเด็กมีภาวะ
Motor skills disorder
5. ปัญหาในการเรียงลำดับข้อมูล ความสำคัญ
และมีปัญหาในการบริหารเรื่องเวลา เรียงลำดับไม่ถูก
6. ปัญหาพฤติกรรมและจิตใจตามมาภายหลัง
เช่น เครียด เศร้า วิตกกังวล เบื่อหน่าย ท้อแท้ มีปมด้วย ไม่มั่นใจ แยกตัว
ต่อต้าน ก้าวร้าว ฯลฯ
เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้มีความสามารถในการเรียนรู้ไม่เท่ากับเด็กปกติในวัยเดียวกัน และยังมีพฤติกรรมการปรับตัวไม่เป็นตามลำดับขั้นหรือมีพัฒนาการช้าอย่างชัดเจน ดังนั้นเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้จึงไม่ประสบผลสำเร็จในด้านการเรียนและการทำงาน ซึ่งความแตกต่างของระดับสติปัญญาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามีความแตกต่างจากเด็กปกติ
ส่งผลให้นักเรียนมีลักษณะทางบุคลิกภาพที่มักคิดว่าตนเองเป็นคนไม่มีความสามารถ (แก่นจันทร์ ถิ่นวรแสง, 2550: 1) นอกจากนี้จากการศึกษาของ สุพรรณี
อ่อนจาก ครูการศึกษาพิเศษ
โรงเรียนวัดราษฎร์ศรัทธาธรรม ได้เสนอเทคนิคการแก้ไขความบกพร่องด้านภาษาที่เป็นปัญหาของเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านการเรียนรู้ในด้านการอ่านและการเขียนที่พบก็คือ
เรื่องการรับรู้ทางสายตาของเด็ก
ต้องฝึกให้เด็กรู้จักแยกแยะในสิ่งที่เหมือนกันและต่างกัน การที่จะให้เด็กเห็นแต่ตัวอักษรจะไม่ได้ช่วยให้เด็กจำหรือเรียนรู้หรือเก็บข้อมูลต่างๆ
เหล่านี้ แล้วดึงเอาออกมาใช้ได้ทันทีทันใด
วิธีการที่ครูจะช่วยเหลือเด็กก็คือได้วิธีหนึ่งคือการฝึกอ่านและเขียนคำจากภาพ โดยครูควรเริ่มจากมีภาพนำ เป็นภาพของคำที่ต้องการให้เด็กเรียนรู้ ครูอาจชูภาพขึ้นแล้วถามว่า
ภาพที่เด็กมองเห็นเป็นภาพอะไร
แล้วครูก็นำคำที่ตรงกับภาพให้เด็กดูเพื่อให้เด็กเห็นภาพกับคำไปพร้อมกัน จากนั้นครูนำเด็กให้ออกเสียงคำนั้น แล้วให้เด็กอ่านคำตาม หลังจากนั้น ครูจะใช้วิธีการเล่นเกมโดยให้เด็กคนหนึ่งถือภาพ
อีกคนถือคำ แล้วให้นำภาพกับคำมาจับคู่กัน
แล้วให้เด็กออกเสียง
วิธีการเล่นอย่างนี้จะช่วยให้เด็กอ่านคำ เห็นภาพและบอกคำได้ เด็กจะมีความรู้สึกว่าตนเองอ่านคำได้
ช่วยให้เด็กเรียนรู้คำได้ดีขึ้น
หลังจากนั้น ก็ให้เด็กแต่งประโยคหรือเขียนโดยไม่เห็นคำ แต่เห็นภาพ
เป็นการสอนอ่านคำ ซึ่งครูกับเด็กอาจจะต้องอ่านไปพร้อมกัน
แต่บางครั้งเด็กจะนึกไม่ออก ครูอาจจะอ่านนำก่อนแล้วเด็กอ่านตาม ครูควรจะเริ่มด้วยการอ่านคำ
แล้วจึงอ่านประโยคสั้นๆ โดยอาจเปลี่ยนประธาน เปลี่ยนกริยา หรือเปลี่ยนกรรม
ซึ่งเด็กจะต้องฝึกอ่านซ้ำๆ เมื่ออ่านแล้วก็ควรให้เด็กฝึกทางด้านการเขียนด้วย
เด็กจะได้จำได้ดียิ่งขึ้น (สืบค้นจาก www.braille-cet.in.th/Braille-new/content.../LD_4.doc )
การอ่านเป็นทักษะที่มีความสำคัญและมีคุณค่ายิ่งต่อการเรียนรู้
เป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นคว้าเพิ่มเติม ทำให้เกิดการพัฒนาการไม่ว่าจะเป็นด้านสติปัญญา
ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ พฤติกรรม การดำเนินชีวิต ศีลธรรม จริยธรรม ค่านิยม
การอ่านมีส่วนช่วยปรับปรุงชีวิตให้สดใสสมบูรณ์โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวัยเรียน หากมีความสามารถในการอ่านดีย่อมได้รับการยอมรับสามารถร่วมเรียน
ร่วมเล่นกับเพื่อน ๆได้ดี
ในทางกลับกันเด็กคนใดอ่านไม่ได้ก็ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้
เด็กที่มีอุปสรรคในการอ่านย่อมขาดความมั่นใจในตนเอง
ทั้งยังเป็นอุปสรรคต่อการเรียนการสอนอย่างมาก
ความสำเร็จทางการศึกษามักเป็นผลมาจากความสามารถในการอ่านโดยเฉพาะเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
(Learning Disability) ซึ่งเป็นเด็กที่มีระดับสติปัญญาที่อยู่ในระดับปกติหรือมีระดับสติปัญญาสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของคนทั่วไป
แต่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ได้แก่
การไม่เข้าใจหรือไม่มีความสามารถในการใช้ภาษาพูด การใช้ภาษาเขียน ตลอดจนการมีปัญหาในการฟัง
การคิด การอ่าน การเขียน การสะกดคำ หรือความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์บกพร่อง (จรีลักษณ์ จิรวิบูลย์. 2546: 1)
การเขียนเป็นทักษะที่มีความสำคัญด้านหนึ่งของพัฒนาการทางภาษาและเป็นทักษะที่คาดหวังให้เกิดแก่ผู้เรียนทุกระดับชั้นเช่นเดียวกับการพูด
การดู การฟัง และการอ่าน ซึ่ง เจมส์(James P.Byrnes ,2009:
236 - 237) กล่าวโดยสรุปเกี่ยวกับพัฒนาการด้านการเขียนว่า
ในเบื้องต้นจะคำนึงถึงความ สามารถและพัฒนาการของเด็กตามลำดับวัยก่อน
แล้วจึงนำไปสู่การหาวิธีหรือรูปแบบการสอนเขียนแบบต่าง ๆ
ผู้วิจัยซึ่งเป็นครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่
3 ได้ปฏิบัติหน้าที่สอนนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษเรียนร่วมกับนักเรียนปกติเต็มเวลาต่อเนื่องกันมาหลายปี ปีละ 3 – 5 คน
นักเรียนที่เรียนร่วมเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ออทิสติก
เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้จัดทำสื่อ
นวัตกรรมให้เหมาะสมกับสภาพปัญหา และความต้องการของนักเรียนในแต่ละปี
ในปีการศึกษา 2554 ผู้วิจัยมีนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้เรียนร่วมกับนักเรียนปกติเต็มเวลา
จำนวน 3 คน เป็นเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทย ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร หนังสือและคู่มือซึ่งแพทย์และนักการศึกษาเป็นผู้เขียนเกี่ยวกับการช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการอ่านและการเขียน
เข้าอบรม สัมมนา ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า วิธีการสอนอ่านเป็นคำเป็นวิธีการที่เหมาะสม
ดังนักการศึกษาได้กล่าวไว้ว่า
วิธีการสอนอ่านสำหรับเด็กที่มีปัญหาในด้านการอ่านนั้นมีหลายวิธีด้วยกัน
แตกต่างกันไปตามลักษณะความบกพร่องและระดับความสามารถในการอ่านของเด็กแต่ละชั้น
วิธีการสอนอ่านสำหรับเด็กที่มีปัญหาในการอ่านที่อ่านหนังสือไม่ออก
มีปัญหาในการสะกดคำอ่าน จึงน่าจะเรียนรู้การอ่านได้ดี โดยวิธีการอ่านเป็นคำ
ซึ่งเป็นการสอนให้เด็กอ่านเป็นคำ ๆ ให้เด็กอ่านก่อนที่เด็กจะจำอักษรได้
เมื่อเด็กอ่านคำได้มากพอสมควรแล้ว จึงสอนให้เด็กรู้จักตัวสระและพยัญชนะในภายหลัง
ครูอาจใช้บัตรคำในการสอนให้เด็กอ่านตาม ให้ดูภาพประกอบ เด็กอาจอ่านได้โดยการจำ
ครูอาจทำโดยการบันทึกเสียงลงเทปก็ได้
แล้วจึงเปิดเสียงให้เด็กฟังและให้เด็กอ่านตามบัตรคำ การสอนวิธีนี้ จะทำให้เด็กอ่านคำได้โดยใช้สายตา
(ผดุง อารยะวิญญู. 2542:
72) และการสอนอ่านเป็นคำ
ก็จะเป็นวิธีที่จะทำให้เด็กจำคำได้เพิ่มขึ้น
หลังจากใช้ระยะเวลาเรียนไปเพียงเล็กน้อย
ซึ่งสามารถนำมาเป็นพื้นฐานในการอ่านออกเสียงและการอ่านเพื่อความเข้าใจความหมายต่อไป
(Bender.1993: 187)
จากการศึกษาข้อมูลจากแหล่งความรู้ จากทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ผู้วิจัยจึงได้นำวิธีการสอนอ่านเป็นคำมาสอนนักเรียนกลุ่มที่มีปัญหาด้านการอ่าน
และนำชุดฝึกทักษะการเขียนคำจากภาพมาฝึกการเขียนประกอบการอ่าน
เป็นเครื่องมือในการฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสำหรับนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการอ่านและการเขียน
เพื่อให้นักเรียนมีทักษะในการอ่านและการเขียนได้เรียนรู้คำศัพท์
ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของการอ่านและการเขียนและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำจากภาพ
สำหรับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่
3 ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
(E1 / E2 =
80/80)
2. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านและการเขียนภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
3 ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
ก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำจากภาพ
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ที่มีต่อชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำจากภาพ
สมมติฐานของการวิจัย
1. ชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำจากภาพ
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
80/80
2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
3 ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้มีคะแนนผลสัมฤทธิ์
ทางการอ่านและการเขียนภาษาไทย
ระหว่างก่อนและหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ มีความพึงพอใจต่อชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำจากภาพในระดับมาก
ขอบเขตของการวิจัย
ประชากร
การศึกษาครั้งนี้ศึกษาจากประชากรซึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
3 โรงเรียน
วัดมหาบุศย์ (พิทักษ์ถาวรคุณ)
ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการอ่านและการเขียน
มีระดับสติปัญญาปกติและไม่มีความพิการซ้ำซ้อน โดยใช้ข้อมูลทางการแพทย์ จากกรมสุขภาพจิต ที่ทำการทดสอบและตรวจความบกพร่องของนักเรียนด้านต่างๆ
และได้ลงความเห็นว่าเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ จำนวน 3 คน
ระยะเวลา
ภาคเรียนที่
1 ปีการศึกษา 2554 ระยะเวลา 9 สัปดาห์ ตั้งแต่วันจันทร์ –
วันศุกร์ วันละ 1 ชั่วโมง เวลา 14.30 – 15.30 น.
เนื้อหา
ใช้คำจากหมวดคำในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ใน 15 หมวดคำ
ดังนี้
1.
หมวดคำ ที่
1 สัตว์น่ารู้
2.
หมวดคำที่
2 ธรรมชาติน่าเที่ยว 2
3.
หมวดคำที่
3 เครื่องประดับ
4.
หมวดคำที่
4 ผักมีประโยชน์
5.
หมวดคำที่
5 ผลไม้ที่น่ารับประทาน
6.
หมวดคำที่
6 อุปกรณ์การเรียน
7.
หมวดคำที่
7 เพื่อนเดินทาง
8.
หมวดคำที่
8 โรงเรียนของฉัน
9.
หมวดคำที่
9 ดอกไม้แสนสวย
10.
หมวดคำที่
10 แมลงที่ควรรู้
11.
หมวดคำที่
11 เครื่องครัวในบ้าน
12.
หมวดคำที่
12 ห้องน้ำน่าใช้
13.
หมวดคำที่
13 ห้องน่านอน
14.
หมวดคำที่
14 นานาอาชีพ
15.
หมวดคำที่
15 เครื่องใช้ไฟฟ้า
โดยหมวดคำในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ทั้ง 15
หมวดคำ เป็นคำศัพท์ที่มาจากการเรียนรู้ผ่านมาแล้วในชั้นประถมศึกษาปีที่
2 และประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเป็นการทบทวนคำคุ้นเคยที่นักเรียนเคยเรียนมาแล้วและนำมาเชื่อมโยงกับศัพท์ใหม่ที่มีในชั้นประถมศึกษาปีที่
3
ตัวแปรที่ศึกษา
ตัวแปรต้น การจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำจากภาพ
ตัวแปรตาม
1.
ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำจากภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
80/80
2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านและการเขียนภาษาไทย
หลังการจัดการเรียนการ
สอนโดยชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำจากภาพ
3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
3 ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ต่อชุดฝึกทักษะการเขียนคำจากภาพ
กรอบแนวคิดการวิจัย
ในการศึกษาครั้งนี้ ได้กำหนดกรอบแนวคิด
ดังนี้
|
|
|
|
|
 |
|
|
|
ภาพประกอบที่
1 กรอบแนวคิดในการวิจัย
|
|
นิยามศัพท์เฉพาะ
1.
นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการอ่าน หมายถึง
นักเรียนที่มีความยุ่งยากในการอ่าน เช่น อ่านตะกุกตะกัก อ่านคำไม่ได้ อ่านข้ามคำ
หรือไม่เข้าใจความหมายของคำที่อ่าน มีระดับสติปัญญาปกติ ไม่มีความพิการซ้ำซ้อน
ไม่มีปัญหาด้านอารมณ์ พฤติกรรม และปัญหาครอบครัว
2.
นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการเขียน หมายถึง นักเรียนที่มีความยุ่งยากในการเขียน
เช่น เขียนคำไม่ถูกต้อง มีระดับสติปัญญาปกติ ไม่มีความพิการซ้ำซ้อน ไม่มีปัญหาด้านอารมณ์
พฤติกรรม และปัญหาครอบครัว
3.
ทักษะในการอ่าน หมายถึง ทักษะในการอ่านออกเสียง และเข้าใจความหมายของคำศัพท์จากคำที่กำหนดให้ได้ถูกต้อง
ทั้งพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์และตัวสะกด
ซึ่งวัดโดยการใช้แบบทดสอบที่มีผู้ศึกษาสร้างขึ้น
4.
ทักษะในการเขียน หมายถึง ทักษะในการเขียนคำจากคำที่กำหนดให้ได้ถูกต้อง ทั้งพยัญชนะ
สระ วรรณยุกต์และตัวสะกด ซึ่งวัดโดยการใช้แบบทดสอบที่มีผู้ศึกษาสร้างขึ้น
5.
วิธีการสอนอ่านเป็นคำ หมายถึง การสอนอ่านเป็นคำๆ
โดยนักเรียนสามารถอ่านคำที่เห็นได้ทันที จากการจำคำโดยไม่ต้องจำแนกคำหรือสะกดคำ
วิธีการสอนอ่านเป็นคำมีวิธีการสอน คือ เลือกคำที่จะสอนอ่านโดยนำคำพื้นฐานในหนังสือเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
- 3 และเป็นคำที่ใช้บ่อย
ๆในชีวิตประจำวันมาสร้างเป็นหมวดหมู่คำ และนำคำมาสอนในแต่ละครั้งจำนวน 3 คำต่อครั้ง ตามขั้นตอนและวิธีการสอนที่กำหนด
6.
ชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำจากภาพ หมายถึง ชุดฝึกที่ใช้สำหรับฝึกอ่านและฝึกเขียนที่มีรูปภาพประกอบคำ
ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่นักเรียนอ่านไม่ได้
ไม่เข้าใจความหมายที่เหมาะสมกับความต้องการของนักเรียน
ซึ่งผู้ศึกษาเป็นผู้สร้างขึ้นโดยนำคำจากการสอนอ่านเป็นคำมาฝึกเขียน
7. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีบกพร่องทางการเรียนรู้ หมายถึง
ผู้ที่กำลังศึกษาในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนวัดมหาบุศย์ (พิทักษ์ถาวรคุณ) ปีการศึกษา 2554 จำนวน 3 คน
ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการอ่านและการเขียน
มีระดับสติปัญญาปกติและไม่มีความพิการซ้ำซ้อน โดยใช้ข้อมูลทางการแพทย์ จากกรมสุขภาพจิต
ที่ทำการทดสอบและตรวจความบกพร่องของนักเรียนด้านต่างๆ
และได้ลงความเห็นว่าเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.
นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ได้รับการพัฒนาด้านการอ่านและเขียนคำ เพื่อ
ส่งผลต่อการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่
2.
เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการอ่านคำและเขียนคำภาษาไทยที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
และในการสอนของครู
3. ได้ชุดฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำจากภาพ
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
|